วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557


เรามาดูข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ CFA ในประเทศไทยกันครับ

  • บุคคลแรกที่ได้รับ CFA Charter ในประเทศไทย : Mr. Peter Foo Moo Tan, CFA ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง President & CEO of UOB (Thai) Public Co Ltd โดยได้รับ Charter ในปี 1991
  • จำนวน CFA Charterholders ในปัจจุบัน : 308 คน
  • ปีที่มีผู้ได้รับ Charter มากที่สุด : ปี 2012 จำนวน 39 คน
  • หน่วยงานเอกชนที่มีพนักงานเป็น CFA Charterholders มากที่สุด : Kasikorn Group จำนวน 24 คน (นับรวมทั้ง ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และบริษัทอื่นในเครือ)
  • หน่วยงานรัฐที่มีพนักงานเป็น CFA Charterholders มากที่สุด : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จำนวน 7 คน
สำรวจข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2556

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556


ในบรรดาสายงานอาชีพด้านการเงินนั้น มีบางตำแหน่งงานที่ต้องได้รับความเห็นชอบครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องการทำงานเป็น
1. ผู้แนะนำการลงทุน (หรือ เจ้าหน้าที่การตลาด)
2. นักวิเคราะห์หลักทรัพย์
3. ผู้จัดการกองทุน

เราจัดให้งานเหล่านี้เป็น “วิชาชีพ” เพราะเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการ “ดูแลบริหารเงินของลูกค้า” จึงเป็นงานที่ต้องการคนที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง ต้องผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และในบางกรณี บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานด้วยครับ

จากสถิติ ณ สิ้นปี 2555 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. ด้านต่างๆ ดังนี้
- ได้รับความเห็นชอบให้เป็น “ผู้จัดการกองทุน” ประมาณ 400 คน
- ได้รับความเห็นชอบให้เป็น “นักวิเคราะห์การลงทุน” ทั้งด้านตลาดทุน ด้านหลักทรัพย์ และด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมกันประมาณ 1,100 คน
- ได้รับความเห็นชอบให้เป็น “ผู้แนะนำการลงทุน” ทั้งด้านตลาดทุน ด้านหลักทรัพย์ ด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ด้านกองทุน ฯลฯ รวมกันประมาณ 34,000 คน

ถ้าอยากรู้ว่า การได้รับความเห็นชอบต้องทำอย่างไรบ้าง ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ ^_^

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

เส้นทางอาชีพของนักการเงิน

โดย คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ


คนที่เรียนบริหารธุรกิจและมีวิชาเอกคือวิชาการเงิน สามารถเลือกเส้นทางอาชีพสายตรงได้ 4 สายหลักๆ คือ สายการธนาคาร (Banking) การเงินของบริษัท (Corporate Finance) สายหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ (Securities and Investment Banking) และสายจัดการลงทุน (Fund Management)

สายการธนาคาร เป็น สายที่นักการเงินคุ้นเคยมากที่สุด และเป็นสายงานที่เก่าแก่ที่สุด สมัยที่ดิฉันอยู่ต่างจังหวัด ใครได้ทำงานธนาคารถือว่าโก้สุดๆ ได้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไท ได้นั่งทำงานในสถานที่ที่โอ่โถง ภูมิฐาน และไปพบลูกค้าลูกค้าก็จะต้อนรับทักทายปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี สายนี้จะเน้นหน้าที่หลักคือปล่อยสินเชื่อ ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์เครดิต การวิเคราะห์ธุรกิจและโครงการ รวมถึงการจัดวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้า ผู้ทำหน้าที่นี้อาจเรียนจบเศรษฐศาสตร์แล้วมาฝึกฝนเรียนรู้ในงานก็ได้

นอกจากการปล่อยสินเชื่อแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องอาศัยผู้มีความรู้ทางด้านการเงินคือ สายบริหารเงิน ทั้งสกุลเงินบาทและสกุลต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการเป็นดีลเลอร์ และเทรดเดอร์ด้วย กลุ่มนี้จะต้องคิดเร็ว ตัดสินใจเร็ว เพราะมีโอกาสทำกำไร หรือทำให้ขาดทุนได้ ส่วนใหญ่ผู้ทำงานด้านนี้มักจะมีทักษะทางคณิตศาสตร์ดีมาก และในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา นิยมรับผู้จบปริญญาโททางการเงิน ที่มีพื้นฐานปริญญาตรีทางวิศวกรรม สันนิษฐานว่า เกิดจากการที่ธนาคารกสิกรไทยส่งนักเรียนทุนที่จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ไปเรียนปริญญาโททางด้านการเงิน แล้วกลับมาทำงานบริหารเงินได้ดี

คนอาจจะสงสัยว่า หน้าที่อื่นๆ เช่น หาเงินฝากหรือดูแลด้านอื่นๆ ในธนาคาร ไม่จำเป็นต้องจบการเงินหรือไฉน ก็ต้องขอตอบตามที่สังเกตมาว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านอื่นๆ นั้น อาจจะจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ บัญชีการตลาด กฎหมาย หรือทางด้านสังคมศาสตร์อื่นๆ ก็ได้ค่ะ

การเงินของบริษัท คือผู้ที่ทำหน้าที่กระเป๋าเงินให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร หรือไม่แสวงหาผลกำไร หน้าที่ก็มีตั้งแต่จัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการ ซึ่งมีทางเลือกหลักๆ คือ ใช้ส่วนของทุน (Equity) ใช้เงินกู้ยืม (Debt) หรือใช้เครดิตทางการค้า (Supplier’s Credit) ส่วนที่ใช้ตราสารใหม่ๆ ก็จะแทรกอยู่ในหมวดหลักๆ เหล่านี้ทั้งนั้นค่ะ เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ ก็เป็นตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ก็เป็นอนุพันธ์ของตราสารทุน เป็นต้น

นอกจากการจัดหาเงินแล้วก็ต้องดูแลการใช้เงิน และจ่ายเงิน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การควบคุมจำนวนสินค้าระหว่างผลิต การควบคุมลูกหนี้การค้าในกรณีที่มีการให้เทอมเครดิตกับผู้ซื้อ และการจัดเก็บหนี้ให้มีประสิทธิภาพ

ผู้ทำหน้าที่ดูแลการเงินของบริษัท ถ้าเป็นในสมัยก่อนที่เป็นธุรกิจครอบครัว ก็อาจจะเป็นเถ้าแก่เนี้ย คือภรรยาของเจ้าของกิจการดูแลเอง สมัยนี้ตำแหน่งสูงสุดก็เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน (Chief Financial Officer) ซึ่งในหลายๆ องค์กรก็เป็นผู้หญิง ตำแหน่งทางการเงินนี้ มักจะเป็นตำแหน่งที่เป็นหมายเลขสองขององค์กร เพราะเป็นผู้กุมกระเป๋าเงินค่ะ

สายหลักทรัพย์และวาณิชธนกิจ ใน ยุคใดที่ตลาดหุ้นรุ่งเรือง ผู้ทำงานในสายนี้จะเป็นมนุษย์ทองคำกันเลยทีเดียว ได้โบนัสกันเป็นจำนวนเดือนที่เป็นเลขสองหลัก ทำให้สายนี้ดึงดูดผู้คนเข้ามาทำงานกันมากมายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ชีวิตมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยามตลาดซบเซาก็ได้รับซองขาวให้จากไปเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทเช่นกัน

ส่วนใหญ่ผู้ที่เรียนจบด้านการเงินจะเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) และเป็นวาณิชธนากร (Investment Banker) หน้าที่ของวาณิชธนากรนี่กว้างมากเช่นกัน ทำได้ตั้งแต่ให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในการจัดโครงสร้างทางการเงิน หรือทำหน้าที่ด้าน Corporate Finance เนื่องจากบริษัทบางแห่งจะมีขนาดใหญ่โต มีความต้องการทางการเงินหลากหลาย ผู้ทำหน้าที่ดูแลการเงินของบริษัทในสายงานกลุ่มที่สองที่กล่าวถึงเบื้องต้น อาจไม่สามารถดูแล ตัดสินใจได้ ต้องอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

วาณิชธนากรยังให้คำปรึกษาในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และนำหุ้นออกเสนอขายให้กับประชาชน (IPO) โดยจะช่วยทำเอกสาร ช่วยประเมินมูลค่าหุ้น ช่วยนำเสนอต่อผู้ลงทุน และอาจจะช่วยดูแลหุ้นหลังจากเข้าไปทำการซื้อขายในตลาดแล้วสักระยะหนึ่ง และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการอีกด้วย

สายจัดการลงทุน แต่เดิมการจัดการลงทุนเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์กรที่มีเงินเหลือ เช่น ธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารจะบริหารสภาพคล่องส่วนเกิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสายบริหารเงิน และในบางครั้งก็อาจมีการพิจารณาลงทุนในบริษัทต่างๆ บ้างเมื่อมีผู้เสนอให้ลงทุน นอกจากนี้ กลุ่มจัดการลงทุนนี้ ยังทำหน้าที่อยู่ในสถาบันต่างๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำนักงานประกันสังคม บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย มหาวิทยาลัย องค์กรเพื่อการกุศล และบริษัทหรือบุคคลต่างๆ ที่มีเงินให้บริหารจัดการ เพื่อหารายได้จากการลงทุน กลุ่มนี้จะเป็นการบริหารเงินลงทุนเพื่อองค์กร (Proprietary Investment)

สายการจัดการลงทุนเพื่อบุคคลอื่นนั้น เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากทางการได้เพิ่มใบอนุญาตจัดการลงทุน จากเดิมที่มีเพียง 1 บริษัท เป็น 8 บริษัท จดกระทั่งในปัจจุบันมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดการลงทุน ทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวม 30 บริษัท ถือว่าไม่น้อยทีเดียว

งานของนักการเงินในสายจัดการลงทุนนี้ จะเป็นงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมและวิเคราะห์หลักทรัพย์ และที่คนมองว่าเป็นหัวใจคือ การจัดการลงทุน จริงๆ แล้วต้องทำงานเป็นทีมค่ะ การวิเคราะห์ก็มีความสำคัญมาก หากวิเคราะห์ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเสียโอกาส หรืออาจจะเสียเงิน และยิ่งเป็นเงินของผู้อื่นแล้ว ยิ่งมีความเครียดและกดดันมากกว่าการบริหารเงินของตนเองเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นงานในสายใด ทั้งสี่สายนี้ต่างก็ต้องอาศัยการวิเคราะห์ และความรอบคอบทั้งนั้น เนื่องจากต้องทำเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ข้อผิดพลาดจึงเป็นเรื่องใหญ่ คงต้องนำไปเขียนต่อสัปดาห์หน้าแล้วล่ะค่ะ ว่าหากจะเลือกทำงานในสายต่างๆ ที่ว่ามานี้ จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร จะเตรียมตัวอย่างไร และควรจะเลือกเรียนวิชาใดเป็นการเฉพาะเจาะจง

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555

CFA คือ อะไร

Chartered Financial Analyst (CFA) เป็นคุณวุฒิทางด้านวิชาชีพการเงินและการลงทุนระดับสากล ผู้ที่ผ่านการทดสอบและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดจะมีสิทธิได้รับ CFA Charter และได้รับการยกย่องให้เป็น CFA Charterholder

มีผู้ที่ได้รับคุณวุฒิ CFA คนแรกในปี ค.ศ. 1963 นับถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 50 ปี มีผู้ที่ได้รับคุณวุฒิ CFA จำนวนทั้งสิ้น 98,000 คนใน 138 ประเทศทั่วโลก สถาบันที่จัดการสอบและมอบคุณวุฒินี้มีชื่อว่า CFA Institute

ในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย CFA เป็นหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์ (Securities Analyst) และผู้ที่ต้องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้จัดการกองทุนนั้น จำเป็นต้องสอบผ่าน CFA ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้*

ในด้านเนื้อหา หลักสูตร CFA เป็นการปูพื้นฐานด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์และการบริหารกองทุนที่ใช้ได้จริงในธุรกิจการจัดการกองทุน มีระดับความยากเทียบเท่ากับหลักสูตรที่สูงกว่าปริญญาตรี (graduate level curriculum) และไม่ได้เน้นเพียงความรู้ด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเน้นการยึดถือบฎิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด

เป้าหมายของการสอบ CFA ก็เพื่อเป็นการปูทางไปสู่วิชาชีพด้านการบริหารกองทุน (investment profession) เนื่องจาก CFA เป็นคุณวุฒิที่มีมาตรฐานสูงและได้รับการยอมรับระดับสากล จึงได้รับการยกย่องจาก The Economist ว่าเป็น Gold Standard

จุดเริ่มต้นที่ของการเข้าสู่หลักสูตรนี้คือการลงทะเบียนและสมัครสอบ CFA โดยจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือ 
  • เป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาตรี หรือ 
  • มีประสบการณ์ทำงาน (ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการลงทุน) เป็นเวลา 4 ปี 
เมื่อสมัครเข้าโครงการ ผู้สมัครจะถูกเรียกว่า CFA Candidate จะเข้าสู่กระบวนการการศึกษาเนื้อหาต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องผ่านการทดสอบวัดความรู้ทั้งหมด 3 ระดับ โดยต้องสอบทีละระดับ คือ เมื่อผ่านระดับ 1 จึงมีสิทธิสอบระดับ 2 และสอบผ่านระดับ 2 จึงมีสิทธิสอบระดับ 3 ไม่สามารถกระโดดข้ามได้

ทุกๆ ปีจะมีการสอบ CFA ทั้ง 3 ระดับปีละ 1 ครั้งพร้อมกันทั่วโลกในราวต้นเดือนมิถุนายน (ยกเว้นการสอบระดับ 1 ซึ่งจะมีการสอบปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในเดือนมิถุนายน และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม) ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5 ปี จึงจะจบหลักสูตร แต่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 4 ปี ผลการสอบไม่มีวันหมดอายุ และผู้เข้าสอบที่สอบไม่ผ่านสามารถสมัครสอบซ้ำได้อีกไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ผู้ที่จะมีสิทธิได้รับ CFA Charter จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
  1. สอบผ่าน CFA ระดับ 3 
  2. มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเป็นเวลา 4 ปี 
  3. ยอมรับและถือปฏิบัติมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ 
  4. เป็นสมาชิกของ CFA Institute 
  5. เป็นสมาชิกสมาคม CFA (ในประเทศไทย มีสมาคม CFA Society of Thailand)  
*มียกเว้นข้อเดียว คือ บุคคลผู้นั้นได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้จัดการกองทุนจากองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศที่สำนักงาน ก.ล.ต. ยอมรับ แล้วมาขอขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นผู้จัดการกองทุนในประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

CISA คืออะไร

Certified Investment and Securities Analyst Program (CISA)

หากจะอธิบายให้ง่ายที่สุด CISA เปรียบเสมือน CFA ภาคภาษาไทย คือมีขั้นตอนต่างๆ เหมือนกับ CFA แต่ใช้ข้อสอบภาษาไทย และเนื่องจาก CISA เป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย จึงได้รับการยอมรับในประเทศไทยเท่านั้น (ต่างจาก CFA ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก)

CISA หรือ Certified Investment and Securities Analyst Program เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการวิเคราะห์และบริหารการลงทุนทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินค่าสินทรัพย์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาลงทุน ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุน รวมทั้งเปรียบเทียบการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ และเรียนรู้วิธีการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติวิชาชีพและจรรยาบรรณและหลักปฏิบัติวิชาชีพของการวิเคราะห์ เพื่อยกระดับมาตรฐานบุคลากรด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์และการจัดการลงทุนสู่สากล

การพัฒนาและดำเนินการหลักสูตร CISA จะยึดกรอบเนื้อหาของหลักสูตร CFA หรือ Chartered Financial Analyst ของ CFA Institute ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล โดยหลักสูตร CISA แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 ระดับ 2 และระดับ 3 เช่นเดียวกับการสอบ CFA
ผมมักจะได้รับคำถามว่า ระหว่าง CFA กับ CISA สอบอะไรดี ผมขอตอบว่า หากไม่ห่วงว่าภาษาอังกฤษจะเป็นอุปสรรค การสอบ CFA ได้เปรียบกว่าในแง่การได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่หากเป็นห่วงเรื่องภาษาอังกฤษ การสอบ CISA ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมได้รับฟังจากน้องๆ ที่เคยสอบ CISA คือ เนื่องจากหลักสูตร CISA ได้รับการพัฒนาตามกรอบของหลักสูตร CFA มีบางครั้งที่หลักสูตร CFA มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา แต่ตำรา CISA ปรับตามไม่ทัน ทำให้ผู้เข้าสอบ CISA ต้องอ่านตำรา CISA ที่เป็นภาษาไทยและตำรา CFA ที่เป็นภาษาอังกฤษควบคู่กันไป บางครั้งการอ่านตำราภาษาอังกฤษแล้วมาสอบข้อสอบภาษาไทยก็อาจทำให้เกิดความสับสนได้

อย่างไรก็ดี CISA มีข้อได้เปรียบเรื่องค่าสมัครสอบที่ถูกกว่า CFA และแนวทางการสอบที่สามารถทยอยสอบให้ผ่านเป็นกลุ่มวิชาได้ (ต่างจาก CFA ที่ต้องสอบทุกวิชาในวันเดียว)

หน่วยงานที่จัดการอบรมและสอบ CISA คือ TSI ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Thailand Securities Institute (TSI)

Daniel J. Fuss, CFA – ตำนานผู้จัดการกองทุนแห่ง Loomis Sayles


ผมมี Role Model อยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นเป็นผู้บริหารระดับ Vice Chairman ของ Loomis Sayles ชื่อ Dan Fuss และนับเป็นโชคดีของผมที่ Loomis Sayles เป็นหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนที่บริหารกองทุนต่างประเทศให้สำนักงานประกันสังคม จึงได้มีโอกาสพบปะกับคุณ Dan Fuss หลายครั้ง นับเป็นผู้จัดการกองทุนอาวุโสที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ด้านการลงทุนตราสารหนี้

Dan Fuss จบกันศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้านบริหารธุรกิจจาก Marquette University หลังจบการศึกษา Dan เข้าทำงานที่ธนาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งในวิสคอนซิน ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ Continental Bank of Chicago และร่วมงานกับ Loomis Sayles นับตั้งแต่ปี 1976 ถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน Dan Fuss มีอายุ 75 ปีแล้ว แต่ยังคงตื่นนอนตอนตีสี่ เดินเป็นระยะทาง 1 ไมล์เพื่อขึ้นรถไฟเที่ยว 6 โมงเช้ามาทำงานที่ Loomis ทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ Dan มีกิจวัตรประจำวันเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 50 ปีที่เขาทำงานในตำแหน่งผู้จัดการกองทุน

นอกจากจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันแล้ว Dan Fuss ยังเชื่อมั่นในแนวทางการลงทุนของตนเองเสมอไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเขาเชื่อว่า การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนในระยะยาวให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่ผู้จัดการกองทุนจะต้องทำการบ้านเป็นอย่างดีเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเฟ้นหาหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสมแต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า

Dan Fuss มีผลงานโดดเด่นในฐานะผู้จัดการกองทุน Bond Fund (LSBDX) ของ Loomis Sayles ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ของประเทศสหรัฐอเมริกา กองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง (Institutional Class, สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2554) มากถึง 10.02% ต่อปี สูงกว่าดัชนีอ้างอิงที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5.74% ต่อปี และได้รับการจัดอันดับจาก Lipper ให้เป็นกองทุนที่มีผลงานดีเด่นในรอบ 10 ปี ลำดับที่ 3 จากทั้งหมด 71 กองทุน

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

ปฎิทินกิจกรรมสำหรับ CFA Candidates

สำหรับน้องๆ ที่เตรียมตัวสอบ CFA Level 1 ในเดือน June นี้ คอยติดตามกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ครับ

25 April 2010 - CFA Level 1 Study Group เป็นการติวเข้มก่อนสอบ โดยพี่ๆ จากสมาคม CFA Soceity of Thailand ค่าสมัครเพียง 900 บาทเท่านั้น (หากสมัคร online ภายในวันที่ 22 April) รีบหน่อยนะครับ จำกัดจำนวนเพียง 80 ท่านเท่านั้น

Mid May - Practice Exam for Level 1,2 and 3 เป็นการทดลองสอบโดยจำลองบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับการสอบจริงมากที่สุด เพื่อให้น้องๆ ได้ประเมินความพร้อมของตัวเองและรีบแก้ไขจุดบกพร่องก่อนการไปสอบจริง

สำหรับน้องๆ ที่เตรียมสอบ CFA ทั้ง 3 Level ในปีหน้า (June 2011) คอยติดตามการประกาศรับสมัคร CFA Scholarship Program โดยทางสมาคมมีทุนให้น้องๆ ปีละ 10 ทุน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ CFA คาดว่าจะเปิดรับสมัครในเดือนตุลาคม คอยติดตามข่าวนะครับ

ติดตามรายละเอียดได้ที่ CFA Society of Thailand

CFA Level 1 มีเนื้อหาอะไรบ้าง (2)

5. Corporate Finance เนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารการเงินให้กับบริษัท ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Chief Financial Officer (CFO) เช่น Capital Budgeting (NPV, IRR), Dividend Policy, Merger and Acquisition, Corporate Governance เป็นต้น Corporate Finance เป็นอีกวิชาหนึ่งที่เนื้อหาค่อนข้างง่าย และข้อสอบส่วนใหญ่ตรงไปตรงมา ขอแนะนำให้เก็บคะแนนส่วนนี้เข้ากระเป๋าให้มากที่สุด

6. Equity Investments เป็นเรื่องเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการวิเคราะห์การลงทุนในหุ้น เนื้อหาในส่วนนี้มีทั้งการคำนวณ เช่น การประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ที่เหมาะสม (คนที่เรียนวิชาการเงินมาบ้างอาจจะพอจำเรื่อง Discounted Cash Flow หรือ DCF รวมทั้งเรื่อง Capital Asset Pricing Model หรือ CAPMได้บ้าง) และส่วนที่เป็นการทำความเข้าใจ เช่น ระบบการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ การส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น เป็นต้น โดยทั่วไปวิชานี้เนื้อหาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสอบใน Level I สูตรที่ใช้คำนวณไม่ค่อยซับซ้อน เพราะส่วนใหญ่เป็นสูตรที่อยู่บนพื้นฐานของ DCF และข้อสอบก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา

7. Fixed Income เป็นเรื่องเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้และการวิเคราะห์การลงทุนในตราสารหนี้ เมื่อเทียบกับเรื่องตราสารทุนแล้ว คนส่วนใหญ่จะพบว่า เรื่องตราสารหนี้ยากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย และตราสารหนี้โดยตัวของมันเองก็มีความสลับซับซ้อนมากกว่าหุ้นหลายเท่า เนื้อหาเริ่มจากเรื่องง่าย เช่น การคำนวณมูลค่าพันธบัตรแบบธรรมดาๆ การคำนวณ Duration เพื่อวิเคราะห์ Interest Rate Risk ไปจนถึงเรื่องยาก เช่น ตราสารหนี้ที่มีความซับซ้อนจำพวก MBS, ABS, Callable Bonds หรือ การคำนวณมูลค่าตราสารหนี้ที่มีอนุพันธ์เป็นองค์ประกอบ (Valuing bonds with embedded options)

สำหรับส่วนอื่นๆ ได้แก่ Derivatives, Alternative Investments, และ Portfolio Management มีน้ำหนักน้อยใน Level 1 ขอเก็บไว้เล่าให้ฟังเมื่อจะพูดถึง Level 2 และ 3 นะครับ

CFA Level 1 มีเนื้อหาอะไรบ้าง (1)

ลองมาดูเนื้อหาที่ต้องเตรียมสอบกันนะครับ

1. Ethical and Professional Standards ถือเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร CFA เพราะการที่คนๆ หนึ่งจะเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนมืออาชีพได้นั้น มีความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพด้วย หลักสำคัญก็คือว่า เราต้องยึดถือผลประโยชน์ของลูกค้ามาก่อนผลประโยชน์ของตนเองเสมอ หากทำเช่นนี้ได้เราจึงจะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้บริหารเงินของเขา ฟังดูเหมือนง่าย แต่คนที่เคยสอบ CFA ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า เนื้อหาในส่วนของจรรยาบรรณเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และข้อสอบยาก ข้อสอบจรรยาบรรณมีในหลักสูตร CFA ทั้ง 3 ระดับ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้

2. Quantitative Methods เนื้อหาส่วนใหญ่คล้ายกับวิชาสถิติที่เราเรียนกันในระดับปริญญาตรี แต่เป็นการเรียนที่เน้นการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการเงินและการลงทุนโดยเฉพาะ เนื้อหาหลักได้แก่ Probability, Sampling, Hypothesis Testing, Correlation, Time Series เป็นต้น คนที่ไม่ชอบคำนวณมักจะกลัววิชานี้ บางคนถึงกับถอดใจและตัดทิ้งไปเลย แต่ผมขอแนะนำว่า เท่าที่เห็นข้อสอบมา วิชานี้ข้อสอบค่อนข้างง่าย ตัวผมเองสมัยเรียนก็ไม่ชอบวิชาสถิติ แต่พอมาอ่านหนังสือวิชานี้ในหลักสูตร CFA กลับรู้สึกว่า สถิติง่ายกว่าที่คิด ข้อสอบก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา สำหรับคนที่เคยเรียนสถิติมาแล้วในระดับปริญญาตรี สถิติน่าจะเป็นอีกวิชาหนึ่งที่เก็บคะแนนเข้ากระเป๋าได้

3. Economics เนื้อหาส่วนใหญ่ค่อนไปทาง Macroeconomics และเน้นการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุน เช่น Market Forces of Supply and Demand, Measuring National Income and Growth, Business Cycles, Inflation, Monetary and Fiscal Policy เป็นต้น โดยทั่วไปข้อสอบวิชานี้ไม่ค่อยยาก คนที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาบ้างแล้วจะรู้สึกว่าวิชานี้สามารถตุนคะแนนเข้ากระเป๋าได้สบายๆ

4. Financial Reporting and Analysis คือวิชาบัญชีนี่เอง แต่เป็นวิชาบัญชีในเชิงบริหาร (Managerial Accounting) คือเรียนเพื่อให้สามารถวิเคราะห์งบการเงินได้ ไม่ได้เรียนเพื่อมาลงบัญชี เนื้อหาวิชานี้ประกอบด้วยเรื่อง Analysis of Long-Lived Assets, Analysis of Taxes, Analysis of Debt, Analysis of Off-Balance-Sheet Assets and Liabilities เป็นต้น คนที่สอบ CFA ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า วิชานี้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง Taxes และเรื่อง Pensions รวมทั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ตามมาตรฐาน IFRS และ GAAP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ที่จริงวิชานี้มีจุดมุ่งหมายให้นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนสามารถอ่านงบการเงินให้ออก บริษัทที่จดทะเบียนในแต่ละประเทศอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์มาตรฐานทางบัญชีที่ต่างกัน เราจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างและสามารถเปรียบเทียบงบการเงินของบริษัท 2 บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่อยู่ภายใต้มาตรฐานบัญชีต่างกันได้ สำหรับน้องๆ ที่ยังเรียน ป. โท และมีแผนจะสอบ CFA ขอแนะนำว่า ให้ลงเรียนวิชาบัญชี (ถ้าสามารถเลือกได้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาบัญชีขั้นกลาง (Intermediate Accounting) จะช่วยในการเตรียมสอบ CFA ได้มาก

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสอบ CFA

ไหนๆ ก็ได้พูดถึงเรื่องคุณสมบัติไปแล้ว ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ CFA สำหรับคนที่สนใจนะครับ

หลักสูตร CFA มุ่งเน้นการศึกษาเนื้อหาต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ด้วยตนเอง และต้องผ่านการทดสอบวัดความรู้ทั้งหมด 3 ระดับ ทุกๆ ปีจะมีการสอบ CFA ทั้ง 3 ระดับปีละ 1 ครั้งพร้อมกันทั่วโลกในราวต้นเดือนมิถุนายน ยกเว้นการสอบระดับ 1 ซึ่งจะมีการสอบปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในเดือนมิถุนายน และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม ดังนั้น จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5 ปี จึงจะจบหลักสูตร แต่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 4 ปี

ผลการสอบไม่มีวันหมดอายุ และผู้เข้าสอบที่สอบไม่ผ่านสามารถสมัครสอบซ้ำได้อีกไม่จำกัดจำนวนครั้ง

การสอบในแต่ละระดับใช้เวลา 1 วัน แบ่งเป็นช่วงเช้าและบ่าย โดยมีรูปแบบข้อสอบต่างกันดังนี้

ระดับ 1 (Level I) เป็นข้อสอบปรนัย (Multiple Choice) ทั้งหมด จำนวน 240 ข้อ แบ่งเป็นครึ่งเช้า 120 ข้อ และครึ่งบ่าย 120 ข้อ เดิมข้อสอบแต่ละข้อมี 4 ตัวเลือก เพิ่งปรับเหลือ 3 ตัวเลือกในปี 2009 ผู้เข้าสอบมีเวลาทำข้อสอบแต่ละข้อเฉลี่ยข้อละ 1.5 นาที และมีคะแนนข้อละ 1.5 คะแนน รวมทั้งสิ้น 180 คะแนน

หากใครคิดว่าข้อสอบปรนัยง่าย ขอให้ลองทำข้อสอบ CFA ก่อน แล้วจะรู้สึกเหมือนผมว่า คนออกข้อสอบของ CFA เก่งมาก ข้อสอบบางข้อเหมือนมีคำถามย่อยอยู่อีก 3 – 4 คำถาม

ระดับ 2 (Level II) เป็นข้อสอบปรนัย (Multiple Choice) ทั้งหมด แต่ต่างจาก Level I ตรงที่มีการจัดกลุ่มคำถาม เรียกว่า Item Set จำนวน 20 กลุ่ม แบ่งเป็นครึ่งเช้า 10 กลุ่ม และครึ่งบ่าย 10 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีข้อมูลให้ก่อนแล้วตามด้วยคำถาม 6 ข้อ ทำให้มีข้อสอบรวม 120 ข้อ สังเกตว่า จำนวนข้อสอบลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของ Level I ผู้เข้าสอบจึงมีเวลาทำข้อสอบแต่ละข้อเฉลี่ยข้อละ 3 นาที (มีคะแนนข้อละ 3 คะแนน รวมทั้งสิ้น 180 คะแนน) แต่อย่าลืมว่าต้องใช้เวลานานในการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลที่ให้มาจึงจะตอบคำถามได้

ระดับ 3 (Level III) ครึ่งบ่ายเป็น Item Set เหมือน Level II แต่ครึ่งเช้าเป็นข้อสอบ Essay คือข้อเขียนทั้งหมด ไม่ได้เป็นข้อเขียนแบบเขียนเรียงความ แต่เป็นการเขียนเพื่อตอบคำถามตามที่กำหนด เรียกข้อสอบแบบนี้ว่า Constructed Responses เคล็ดลับการทำข้อสอบแบบนี้คือ อ่านคำสั่งให้ชัดเจนว่าเขาให้ทำอะไร แล้วตอบคำถามให้สั้น กระชับ ได้ใจความ และตรงประเด็นมากที่สุด การตอบข้อสอบแบบนี้ ถ้าเราเขียนแค่ประโยคเดียวหรือวลีเดียวสั้นๆ ที่ถูกต้องและตรงประเด็น จะได้คะแนน แต่ถ้าเขียนวกวนไปมา นอกจากอาจจะไม่ได้คะแนนแล้ว ยังเสียเวลาในการตอบข้อสอบด้วย

คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ CFA

ช่วงหลังๆ นี้ผมได้รับคำถามว่า หากต้องการสอบ CFA ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

โดยทั่วไป ผู้ที่จะสมัครสอบ CFA จะต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีสุดท้าย แต่เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ขอนำข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของ CFA Institute เป็นภาษาอังกฤษมาให้ดูกันนะครับ

1. Have a U.S. bachelor's (or equivalent) degree or be in the final year of your bachelor's degree program at the time of registration
or have four years of qualified, professional work experience
or have a combination of work and college experience that totals at least four years (Note: Summer, part-time, and internship positions do not qualify.)

2. Understand the professional conduct requirements (you will be asked to sign statements of Professional Conduct and Candidate Responsibility)

3. Be prepared to take the exams in English

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการเตรียมสอบ CFA

ผู้เขียนมีความเชื่อส่วนตัวว่า คนที่สอบผ่าน CFA ทั้ง 3 ระดับ มี 2 จำพวก คือ พวกที่ Genius ตั้งแต่เกิด (ไม่ต้องอ่านเยอะก็สอบผ่านได้) และพวกที่ “อึด” ถ้าคุณเป็นคนกลุ่มหลัง ขอแนะนำเคล็ดลับการเตรียมสอบดังนี้

1. เริ่มก่อนได้เปรียบ เนื่องจากหลักสูตร CFA ในแต่ละระดับมีเนื้อหามาก และต้องการเวลาอ่านไม่ต่ำกว่า 250 ชั่วโมง จึงควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 4 – 5 เดือนในการอ่านหนังสือ และเผื่ออีกอย่างน้อย 1 เดือนสำหรับการอ่านทบทวนและฝึกทำข้อสอบ สำหรับคนที่สอบเดือนมิถุนายน ควรเริ่มอ่านตั้งแต่เดือนมกราคม ส่วนคนที่สอบเดือนธันวาคม ควรเริ่มอ่านตั้งแต่เดือนมิถุนายน

2. จัดตารางอ่านทุกวัน หากเรามีเวลาอ่าน 5 เดือน ควรจะจัดเวลาอ่านอย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (โดยอาจแบ่งเป็น 1 ชั่วโมงต่อวันในวันทำงาน และ 7 ชั่วโมงสำหรับสุดสัปดาห์) การจัดตารางนี้ฟังดูเหมือนเข้มงวด แต่เนื่องจากเนื้อหา CFA ค่อนข้างยาก จำเป็นต้องอ่านต่อเนื่องเพื่อสร้างวินัยให้กับตัวเอง ทำให้เป็นกิจวัตรก็จะรู้สึกชินไปเอง มีวิธีหนึ่งที่หลายคนใช้แล้วได้ผล คือไปถึงที่ทำงานเช้าหน่อยเพื่อให้ได้อ่านก่อนเริ่มทำงานสัก 1 ชั่วโมง

3. อ่าน Textbook สำหรับคนที่สอบ Level 1 อ่าน study notes อย่าง Schweser อาจจะพอไหว แต่สำหรับ Level 2 และ 3 แนะนำให้อ่าน Textbook เพราะเนื้อหาค่อนข้างยากทำให้ study notes เก็บไม่หมด

4. ยึด LOS เป็นหลัก การอ่านไปเรื่อยๆ จะทำให้เสียเวลาและไม่รู้เป้าหมาย แนะนำให้ดู Learning Outcome Statement (LOS) ของ CFA Institute ซึ่งระบุหัวข้อที่เราต้องศึกษาในแต่ละ Session และอ่านเฉพาะเรื่องที่อยู่ใน LOS อย่าลืมว่าคนที่ออกข้อสอบไม่สามารถออกข้อสอบที่อยู่นอกเหนือ LOS ได้

5. ทำ Note ย่อ หลักสูตร CFA มีเนื้อหาเยอะและต้องใช้เวลาอ่านนานหลายเดือน ทำให้เกิดอาการ “ได้หน้าลืมหลัง” ควรทำ Note ย่อด้วยภาษาที่ตัวเองอ่านแล้วเข้าใจ ทำแล้วเก็บสะสมไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ ให้นำ Note มาทบทวน จะพบว่าเราสามารถเก็บเนื้อหาได้ครบถ้วน

6. ฝึกทำโจทย์เยอะๆ ควรทำ Practice problems ทุกข้อตามที่กำหนดไว้ใน reading assignments และควรฝึกทำโจทย์จากข้อสอบเก่า เพื่อให้รู้แนวข้อสอบและเพื่อให้ทำโจทย์เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสอบคำนวณของ CFA นั้น การ “ท่อง” สูตรเข้าห้องสอบไม่ช่วยอะไรเลย

7. พกตำราติดตัวตลอดเวลา ในบางครั้งเราอาจจะต้องเดินทางไกล หรือนั่งรอพบลูกค้านานๆ ถ้าเรามีตำราติดตัวก็สามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

8. ทบทวนก่อนสอบ ขอย้ำอีกครั้งว่า ควรมีเวลาอย่างน้อย 2 – 4 สัปดาห์ก่อนสอบเพื่อทบทวน หลักสูตร CFA มีเนื้อหาเยอะ การอ่านทบทวนจะช่วยให้เราเก็บตกเนื้อหาได้ครบถ้วน

9. ทดลองทำข้อสอบ ช่วงเดือนสุดท้ายก่อนสอบ CFA Society of Thailand มีกิจกรรม Mock Exam ให้ทดลองทำข้อสอบในบรรยากาศที่เหมือนวันสอบจริง เพื่อประเมินความพร้อมของตัวเองและแก้ไขจุดที่บกพร่อง ที่สำคัญคือการฝึกเรื่อง “เวลา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สอบครั้งแรกมักจะพบว่าทำข้อสอบไม่ทัน เราจึงควรฝึก Speed ของตัวเองให้พร้อมก่อนวันสอบจริง

10. ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง ระวังอย่าให้ตัวเองเจ็บป่วยหรือมีความเครียด เพราะหากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือได้น้อยลง ควรแบ่งเวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้งๆ ละ 1 ชั่วโมงเพื่อออกกำลังกาย อย่าคิดว่าการออกกำลังกายทำให้เราเสียเวลาอ่านหนังสือ ในทางตรงข้าม นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายแล้ว ยังช่วยคลายเครียดจากการอ่านหนังสือ ทำให้อ่านได้นานขึ้นและมีสมาธิมากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คุณสมบัติของนักบริหารเงินมืออาชีพ

การจะเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนมืออาชีพนั้น มีใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเป็นเพียงอย่างเดียวไม่พอ นักบริหารเงินมืออาชีพควรมีคุณสมบัติ 3 ประการ ดังนี้

1. มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทางอย่างแท้จริง (Expert and Specialized Knowledge in the Field) คนที่จะเป็นนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนควรมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ และการบริหารกองทุน ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะทางที่ต้องศึกษาทั้งจากการเรียนในห้องเรียนซึ่งเป็น Academic qualification และจากการสอบ CFA ซึ่งเป็นการสอบวัดความรู้เฉพาะทาง รวมทั้งต้องสอบผ่านหลักสูตรกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ ที่จริงแล้วการบังคับว่าต้องสอบผ่าน CFA ก็เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วิชาชีพนี้มีความรู้ครบถ้วนพร้อมที่จะปฏิบัติงานเป็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนได้

2. ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ (Continuous Learning) แม้ว่าจะจบปริญญาโทแล้วและสอบ CFA ผ่านแล้ว การเรียนรู้ของเราไม่ควรจะหยุดอยู่แค่นั้น โลกของการบริหารเงินเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง นักบริหารเงินมืออาชีพจึงต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ด้วยการอ่านหนังสือ ติดตามข่าวสารทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เข้าฟังการสัมมนา ฯลฯ

3. ยึดมั่นในคุณธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด (High Standard of Professional Ethics) นักบริหารเงินมืออาชีพจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดถือผลประโยชน์ของลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของเงินมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช้หน้าที่การงานหรือข้อมูลภายในของลูกค้าไปหาผลประโยชน์ ฯลฯ